ผู้ให้บริการสองรายเสนอราคาเที่ยววิ่งเดียวกัน รายหนึ่งตอบกลับมา 12,000 บาท อีกรายหนึ่ง 11,600 บาท รายหลังถูกกว่าราว 3% จึงชนะ
แล้วใบแจ้งหนี้ก็เริ่มทยอยเข้ามา และตัวเลขก็ไม่เป็นอย่างที่คิด ใบหนึ่งมีภาษีมูลค่าเพิ่ม อีกใบไม่มี บรรทัดหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นคนละเปอร์เซ็นต์ และรถที่ถูกกว่าต้องวิ่งสองเที่ยวเพื่อขนของที่คุณวางแผนไว้เป็นเที่ยวเดียว
ไม่มีใครปิดบังอะไร ใบเสนอราคาสองใบนั้นไม่ใช่สินค้าเดียวกันที่มีสองราคา แต่เป็นสินค้าคนละอย่างที่มีราคาของตัวเอง บทความนี้คือวิธีทำให้ทั้งสองใบกลายเป็นสินค้าเดียวกันก่อนจะเริ่มเทียบอะไรทั้งสิ้น
ขั้นที่หนึ่ง หาให้ได้ว่าแต่ละใบคืออะไรจริง ๆ
ภายใต้พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 สิ่งที่คุณกำลังซื้อมีรูปแบบตามกฎหมาย และมีอยู่สามแบบที่มักโผล่มาในอีเมลกล่องเดียวกัน
การขนส่งไม่ประจำทาง มาตรา 4(3) นิยามว่าเป็นการขนส่งเพื่อสินจ้างโดยไม่จำกัดเส้นทาง นี่คือใบอนุญาตที่บริษัทต้องมีจึงจะขายการวิ่งรถให้คุณได้ กรมการขนส่งทางบกออกให้เป็นใบอนุญาตประเภท 70
การขนส่งส่วนบุคคล มาตรา 4(5) นิยามว่าเป็นการขนส่งเพื่อการค้าหรือธุรกิจของตนเอง ด้วยรถที่มีน้ำหนักเกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม เป็นใบอนุญาตประเภท 80 ครอบคลุมโรงงานที่ขนสินค้าของตัวเองด้วยรถของตัวเอง แต่ไม่ครอบคลุมการขายพื้นที่ว่างบนรถคันนั้นให้คุณ
การรับจัดการขนส่ง มาตรา 4(8) เป็นกิจกรรมแยกต่างหาก คือการรับจ้างรวบรวมสิ่งของแล้วจัดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งรายอื่นทำการขนส่ง โดยความรับผิดชอบยังอยู่กับผู้รับจัดการขนส่ง
มาตรา 23 ห้ามประกอบการเหล่านี้เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน และมาตรา 126 กำหนดโทษไว้ที่จำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
บรรทัดแรกในตารางเปรียบเทียบของคุณจึงไม่ใช่ราคา แต่คือเลขที่และประเภทใบอนุญาต ที่ขอมาเป็นลายลักษณ์อักษร
ใบเสนอราคาที่มีแต่ใบอนุญาตประเภท 80 หนุนหลังไม่ใช่ของเดิมในราคาถูกกว่า แต่เป็นการเสนอขายสิ่งที่ผู้ประกอบการรายนั้นไม่มีใบอนุญาตให้ขาย และคุณจะรู้ตัวในจังหวะที่แย่ที่สุด ส่วนใบเสนอราคาจากผู้รับจัดการขนส่งเป็นสินค้าจริง แต่เป็นคนละอย่าง สินค้าของคุณจะไปบนรถของคนอื่น และคำถามว่าใครรับผิดชอบตัดสินด้วยสัญญาที่คุณเซ็น ไม่ใช่ด้วยชื่อบนหัวกระดาษใบเสนอราคา
ขั้นที่สอง บรรทัดภาษีพลิกคำตอบได้
ตรงนี้คือจุดที่ส่วนต่าง 3% หายไป และบางครั้งกลับด้าน
การขนส่งในราชอาณาจักรได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(1) แห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 81/3 เปิดให้กิจการที่ได้รับยกเว้นบางประเภทเลือกเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มได้ แต่รายการที่ครอบคลุมคือผลิตผลทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ปุ๋ย อาหารสัตว์ เคมีภัณฑ์สำหรับพืชและสัตว์ และสิ่งพิมพ์ การขนส่งไม่อยู่ในนั้น บริการขนส่งทางถนนภายในประเทศจึงเลือกเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากคุณไม่ได้ และนั่นแปลว่าไม่มีภาษีซื้อให้คุณขอคืนด้วย
ส่วนการหักภาษี ณ ที่จ่ายขึ้นอยู่กับว่าเงินที่จ่ายเป็นค่าอะไร อัตรามาจากคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 กรณีบริษัทจ่ายให้บริษัทไทย มีดังนี้
| เงินที่จ่ายเป็นค่าอะไร | ข้อ | อัตรา |
|---|---|---|
| ค่าขนส่ง | 12/4 | 1% |
| ค่าบริการทั่วไป | 12/1 | 3% |
| ค่าเช่าทรัพย์สิน | 6 | 5% |
การหักภาษี ณ ที่จ่ายคำนวณจากยอดก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ลองใส่ใบเสนอราคาสองใบเข้าไปแล้วลำดับจะพลิกได้ สมมติว่าใบ 11,600 บาทไม่ได้ออกในนามการรับขนของ แต่ออกเป็นการเช่ารถพร้อมคนขับ ซึ่งเป็นคนละเรื่องตามประมวลรัษฎากรและไม่อยู่ในข้อยกเว้นการขนส่ง
| ใบ A ออกเป็นค่าขนส่ง | ใบ B ออกเป็นค่าเช่ารถ | |
|---|---|---|
| ยอดเสนอราคา | 12,000 | 11,600 |
| ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% | ไม่มี ได้รับยกเว้น | 812 |
| ยอดรวมในใบแจ้งหนี้ | 12,000 | 12,412 |
| หักภาษี ณ ที่จ่าย | 120 ที่ 1% | 580 ที่ 5% |
| จ่ายจริงให้ผู้ขนส่ง | 11,880 | 11,832 |
| ต้นทุนของคุณ ถ้าขอคืนภาษีซื้อได้ | 12,000 | 11,600 |
| ต้นทุนของคุณ ถ้าขอคืนไม่ได้ | 12,000 | 12,412 |
ผู้ซื้อที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มขอคืน 812 บาทได้ ใบ B ก็ถูกกว่าจริง ส่วนผู้ซื้อที่ขอคืนไม่ได้ เพราะภาษีซื้อนั้นเคลมกับกิจการที่ทำอยู่ไม่ได้ จะจ่ายแพงกว่า 412 บาทกับใบที่ดูถูกกว่า ใบเสนอราคาคู่เดิม คำตอบตรงข้าม และตัวแปรคือใครเป็นคนซื้อ ไม่ใช่ใครเป็นคนขาย
ยังมีต้นทุนที่สองซ่อนอยู่ในช่องนั้น และเป็นตัวที่โตขึ้นเรื่อย ๆ มาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นฐานอำนาจของคำสั่งฉบับนั้น ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลมกับการหักภาษีตามคำสั่งดังกล่าว และมาตรา 54 กำหนดให้ผู้จ่ายเงินที่ไม่ได้หักภาษี หรือหักไว้ไม่ครบ ต้องร่วมรับผิดกับผู้รับเงินในจำนวนที่ขาดไป
ความรับผิดนั้นเป็นของคุณ ไม่ใช่ของผู้ขนส่ง หักไว้ 1% ตลอดทั้งปีกับข้อตกลงที่กรมสรรพากรอ่านภายหลังว่าเป็นการเช่ารถ ส่วนต่าง 4% จะย้อนกลับมาที่คุณ ถามให้ชัดว่าใบแจ้งหนี้จะเขียนว่าอย่างไร และให้ฝ่ายบัญชียืนยันอัตราก่อนเที่ยวแรก ไม่ใช่หลังเที่ยวที่สองร้อย
ขั้นที่สาม รถไม่ใช่สเปก
"หกล้อ" และ "สิบล้อ" บอกจำนวนเพลา ไม่ได้บอกความจุ ผู้ประกอบการสองรายเสนอรถหกล้อเหมือนกันแต่หมายถึงรถที่พื้นกระบะต่างกันอย่างมีนัยได้ และไม่มีใครหลอกคุณ
คำถามสามข้อเปลี่ยนจำนวนล้อให้เป็นสิ่งที่เทียบกันได้ คือความยาวและความกว้างของพื้นกระบะที่ใช้งานได้จริง ความสูงภายในตรงประตู และน้ำหนักบรรทุกตามที่ปรากฏในใบคู่มือจดทะเบียนรถ ไม่ใช่ตามที่จำได้ การหาให้ได้ก่อนว่าสินค้าต้องใช้รถขนาดไหน ก่อนขอราคาจากใคร ทำให้บทสนทนานี้สั้นลงมาก
ขั้นที่สี่ แปลงทั้งสองใบให้อยู่ในหน่วยต้นทุนเดียวกัน
การคิดต้นทุนขนส่งทำงานด้วยการเลือกหน่วยหนึ่งแล้วแสดงทุกอย่างในหน่วยนั้น ต้นทุนต่อกิโลเมตร ต้นทุนต่อตันกิโลเมตร ต้นทุนต่อกล่องหรือต่อพาเลทที่ส่งถึง เลือกหน่วยที่ตรงกับวิธีที่สินค้าของคุณเคลื่อนจริง แล้วแปลงทั้งสองใบเข้าไป ราคาต่อเที่ยวแทบไม่เคยเป็นหน่วยที่ถูกต้อง เพราะมันซ่อนไว้ว่าหนึ่งเที่ยวขนของคุณได้เท่าไร
ใช้ใบเสนอราคาคู่เดิม กับสินค้าบนพาเลทขนาด 1.0 คูณ 1.2 เมตรที่วางซ้อนไม่ได้ และพื้นกระบะกว้าง 2.3 เมตรที่วางได้สองพาเลทต่อแถว
| ใบ A | ใบ B | |
|---|---|---|
| ราคาต่อเที่ยว | 12,000 | 11,600 |
| ความยาวพื้นกระบะที่ใช้ได้ | 7.2 ม. | 5.8 ม. |
| จำนวนแถวที่ 1.2 ม. | 6 | 4 |
| พาเลทต่อเที่ยว | 12 | 8 |
| ต้นทุนต่อพาเลทที่ส่งถึง | 1,000 | 1,450 |
ถ้าคุณต้องส่ง 12 พาเลท ใบ B ไม่ได้ถูกกว่า 400 บาท แต่คือสองเที่ยว 23,200 บาท และเกือบเป็นสองเท่า
นี่ยังเป็นคำตอบว่าทำไมใบเสนอราคาสองใบที่ซื่อสัตย์ทั้งคู่จึงต่างกันมาก ส่วนต่างส่วนใหญ่ไม่ใช่กำไร แต่คือรถคนละคันที่ทำงานคนละปริมาณ
ขั้นที่ห้า ตีราคาสิ่งที่ไม่รวม ด้วยความถี่ของคุณ ไม่ใช่ของเขา
ทุกใบเสนอราคามีของที่รวมและของที่คิดเพิ่ม เวลารอ จุดส่งที่สอง การส่งไม่สำเร็จ การรับพาเลทเปล่ากลับ การค้างคืน การเทียบข้อความเหล่านี้ในฐานะเงื่อนไขไม่พาไปไหน เพราะมันถูกเขียนให้ต่างกันอยู่แล้ว แต่การเทียบในฐานะต้นทุนคาดหวังต่อเที่ยวได้ผล
ใช้บันทึกการส่งของคุณเองเป็นตัวตั้งความถี่ ไม่ใช่คำรับรองของผู้ขนส่ง สมมติว่าท่าขนถ่ายของคุณทำให้รถรอเกินสองชั่วโมงใน 40% ของเที่ยว และเกินไปหนึ่งชั่วโมงเมื่อเกิดขึ้น
| ใบ A | ใบ B | |
|---|---|---|
| เวลารอที่ไม่คิดเงิน | 2 ชั่วโมง | 1 ชั่วโมง |
| หลังจากนั้น | 300 ต่อชั่วโมง | 500 ต่อชั่วโมง |
| ชั่วโมงที่คิดเงินเมื่อเที่ยวนั้นล่าช้า | 1 | 2 |
| ต้นทุนเวลารอคาดหวังต่อเที่ยว | 120 | 400 |
| ตลอด 200 เที่ยวต่อปี | 24,000 | 80,000 |
ทำแบบเดียวกันกับทุกรายการที่ไม่รวม ซึ่งเกิดกับคุณบ่อยกว่านาน ๆ ครั้ง รายการนั้นสั้น การคำนวณแต่ละข้อยาวบรรทัดเดียว และมักขยับเงินมากกว่าราคาหน้าใบเสนอราคา
ตารางเดียวที่ต้องมี
หนึ่งแถวต่อหนึ่งรายการ หนึ่งคอลัมน์ต่อหนึ่งผู้ขนส่ง และไม่มีราคาอยู่บนสุด
- เลขที่และประเภทใบอนุญาต เป็นลายลักษณ์อักษร
- ใครเป็นผู้ขนของ และใครรับผิดชอบเมื่อของเสียหาย
- ใบแจ้งหนี้จะเขียนว่าอย่างไร และตามมาด้วยภาษีมูลค่าเพิ่มกับการหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไร
- ความยาว ความกว้าง ความสูงภายในของพื้นกระบะ และน้ำหนักบรรทุกตามทะเบียน
- ต้นทุนต่อพาเลท ต่อกล่อง หรือต่อตันกิโลเมตรที่ส่งถึง ไม่ใช่ต่อเที่ยว
- ต้นทุนคาดหวังของแต่ละรายการที่ไม่รวม ที่ความถี่ของคุณเอง
- ราคายืนนานแค่ไหน และอะไรทำให้เปิดเจรจาใหม่
กรอกตารางนี้แล้วตัวเลขสองตัวที่คุณเริ่มต้นด้วยมักกลายเป็นเรื่องสำคัญอันดับสามหรือสี่ แถวสุดท้ายควรมีบทสนทนาของตัวเอง เพราะการซื้อราคาไว้ทั้งปีหรือซื้อทีละเที่ยว เปลี่ยนมูลค่าของแถวอื่นทั้งหมด
ผู้ซื้อที่พลาดมักไม่ใช่คนที่เลือกเจ้าที่แพงกว่า แต่คือคนที่เอาตัวเลขสองตัวซึ่งไม่เคยวัดสิ่งเดียวกันมาเทียบกัน
